dot
dot
รับจำนำ เลือกสาขาใกล้บ้านเลยครับ
dot
dot
www.ร้านรับจำนำ.com
dot
bulletwww.ร้านรับจำนำ.com
dot
จำนำ สาขาเมเจอร์รัชโยธิน
dot
bulletจำนำ สาขาWind เมเจอร์รัชโยธิน โทร 0817799000
dot
จำนำ สาขารามคำแหง174 มีนบุรี
dot
bulletจำนำ สาขารามคำแหง174 มีนบุรี โทร 0817799900
dot
จำนำ สาขารามอินทรา14 มัยลาภ
dot
bulletจำนำ สาขารามอินทรา14 มัยลาภ โทร 0831234560
dot
www.0817799000.com
dot
bulletตรวจสอบ/เช็คประกันเครื่องโน๊ตบุ๊ค Notebook Product Warranty Check
bulletApple iPhone 5
bulletตรวจสอบประกันเครื่องiPhone Warranty Check iPhone4 iPhone5
bulletตรวจสอบประกันเครื่องโน๊ตบุ๊ค HP - COMPAQ
bulletตรวจสอบประกันเครื่องโน๊ตบุ๊ค ACER
bulletตรวจสอบประกันเครื่องโน๊ตบุ๊ค BenQ
bulletตรวจสอบประกันเครื่องโน๊ตบุ๊ค Asus
bulletตรวจสอบประกันเครื่องโน๊ตบุ๊ค Sony Vaio
bulletตรวจสอบประกันเครื่องโน๊ตบุ๊ค Fujitsu
bulletตรวจสอบประกันเครื่องโน๊ตบุ๊ค Apple
bulletตรวจสอบประกันเครื่องโน๊ตบุ๊ค DELL
bulletตรวจสอบประกันเครื่องโน๊ตบุ๊ค IBM
bulletตรวจสอบประกันเครื่องโน๊ตบุ๊ค TOSHIBA
bulletตรวจสอบประกันกล้องสินค้าแคนนอน CANON
bulletการรับประกันการบริการ NIKON
dot
++ รายงานด่วนข่าวITมาใหม่ทุกวัน ++
dot
bulletบ้านพักปากน้ำปราณบุรี หัวหิน
bulletความแตกต่างLCDกับPLASMA
bulletเครื่องบิน รวมเครื่องบิน
bulletวิธีการดื่มเหล้าตระกูล Johnnie Walker Johnnie Walker Red Black Green Gold Blue Lable
bulletRolex แท้ VS ปลอม
bulletโรงแรมที่ดีหรูแพงที่สุดในโลก
bulletหมายเลขโทรศัพท์สำคัญ
bulletรูปถ่ายสวยๆ ประเทศไทย




Rolex แท้ VS ปลอม

Rolex แท้ VS ปลอม

         ในการสังเกตว่านาฬิกาเป็น Rolex แท้หรือปลอม     มีสิ่งหนึ่งที่เราจะต้องจำไว้ให้มั่นคือ    

         “ Rolex เป็นนาฬิกา ที่สมบูรณ์แบบ”                                         

 

Rolex ได้ชื่อว่าเป็นพวกที่ทำอะไร เกินมาตรฐาน ซึ่งท่านคงอ่านผ่านตาในกระทู้ต่าง ๆ ของ EXPERT ที่ตอบไปพอสมควรแล้ว Rolex จะไม่ทำอะไรแค่พอผ่าน ๆ ออกมาจำหน่ายในตลาดอย่างเด็ดขาด ดังนั้น หากมีรายละเอียดหรือวัสดุที่ทำให้คุณรู้สึก สงสัย นั่นคือ คุณอาจเจอ

ของปลอมเข้าให้แล้ว !!

 

ต่อไปนี้ เป็นข้อสังเกตบางประการที่เปรียบเทียบระหว่าง Rolex แท้กับของปลอม ซึ่งเราจะต้องเข้าใจไว้ก่อนว่า มูลค่าตลาดของปลอมนั้นมหาศาล  จึงจูงใจให้เทคโนโลยีในการปลอมสูงขึ้นและดีขึ้นเรื่อย ๆ  ข้อผิดพลาดหลายจุดที่เขียนไว้นี้อาจใช้ไม่ได้กับนาฬิกาปลอมระดับ A บางรุ่น อย่างไรก็ตามหากคุณได้สัมผัสและคุ้นเคยกับ Rolex แท้บ่อย ๆ เข้าคุณจะสามารถสังเกตเห็นความแตกต่างได้โดยไม่ยากนัก

  • น้ำหนัก  Rolex แท้ทุกเรือนจะผลิตด้วยเหล็กกล้าอย่างดี (904 L)  ถ้าเป็นสีทองก็จะเป็นทองแท้ 18 K หรือ แพลตตินั่ม ซึ่งจะทำให้มีนำหนัก หนักเป็นพิเศษ ในขณะที่ของปลอมจะทำด้วยเหล็กที่มีคุณภาพ
    ต่ำกว่า ทำให้มีน้ำหนักเบากว่าด้วย
  • สีสัน  ของแท้โดยเฉพาะสีทอง 18 K จะมีความเงางามและงดงาม ซึ่งจะต่างจากของปลอมที่จะใช้
    ทอง
    14 K
    หรือชุบทองจึงให้ทำมีสีเหลืองจัดจ้านเกินไปหรือออกสีโทนส้ม และ/หรือ เงาเกินไป

  • การเคลื่อนไหวของเข็มวินาที (กรณีไม่ใช่ระบบคว็อตซ์)  ของแท้จะมีการเคลื่อนไหวที่ราบรื่นกว่า
    ด้วยความถี่ประมาณ 5-8 ครั้งต่อวินาทีจึงดูราบเรียบไม่กระตุกเหมือนกับของปลอมที่จะทำความถี่
    ได้เพียง 3-4 ครั้งต่อวินาทีเท่านั้น
  • ฝาหลัง จำไว้ว่า Rolex ไม่เคยผลิตนาฬิกาหลังเปลือย (ฝาหลังเป็นกระจก)    นี่คือข้อผิดพลาดที่เห็นง่ายที่สุดของนาฬิกา Rolex ปลอม

  •  Marking ที่ฝาหลัง  Rolex ส่วนใหญ่จะไม่มี Logo และเลขรุ่นหรือข้อมูลใด ๆ สลักอยู่บนฝาหลัง ยกเว้นบางรุ่นดังนี้

1 Rolex ของผู้หญิงบางรุ่นที่ผลิตก่อนทศวรรษที่ 90 ซึ่งจะมีคำว่า Original Rolex Design หรือคล้าย ๆ กัน แกะสลักเป็นแนวโค้งตามขอบตัวเรือน รวมถึง Rolex รุ่นเก่า ๆ บางรุ่นที่อาจมี Logo รูปมงกุฎ อยู่ด้านบน และ/หรือ Serial no. อยู่ด้านล่างของฝาหลัง

2  รุ่น Sea-Dweller ที่มีคำว่า ROLEX OYSTER ORIGINAL GAS ESCAPE VALVE”

3 รุ่น Submariner และ Sea-Dweller Comex ซึ่งแกะสลักคำว่า  Rolex และ COMEX พร้อมด้วยตัวหนังสือ 2 , 3 หรือ 4 หลัก (รุ่นนี้เป็นรุ่นที่นักสะสมต้องการและมีการปลอมกันมากในต่างประเทศ)

นาฬิกาปลอมส่วนใหญ่มักจะนิยมแกะสลัก Logo รูปมงกุฎ เลขรุ่น รวมทั้ง serial no. ไว้บนฝาหลังเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ แต่แท้จริงแล้ว Rolex จะไม่ทำลวดลายใด ๆ และจะมีฝาหลังเกลี้ยง ๆ เป็นส่วนใหญ่

 

  •    สติ๊กเกอร์ที่ฝาหลัง  ของแท้จะเป็นลาย hologram    ซึ่งจะดูสวยงามและเป็นลักษณะ 3 มิติ  มีรุปมงกุฎอยู่ตรงกลางเหนือ เลขรุ่น  อย่างไรก็ตามเมื่อใส่ไปนาน ๆ ตัวลาย hologram จะจางหายไปและอาจเหลือเพียงร่องรอยของตัวมงกุฎและเลขรุ่นเท่านั้น  sticker ของปลอม     จะเลียนแบบไม่ได้เหมือนของจริง กล่าวคือลายจะดูเรียบ ๆ ไม่เป็นสามมิติ รวมทั้งเลขรุ่นมักจะไม่ค่อยตรงกับข้อเท็จจริง                                                 

  • กระจก Rolex จะใช้กระจก แซฟไฟร์ (รุ่นเก่าก่อนปี 1991 อาจจะมีเป็นเซลลูลอยด์) ในขณะที่ของปลอมถ้าใช้กระจกธรรมดาจะสังเกตุได้ง่ายคือ บริเวณขอบกระจกที่ยื่นขึ้นมาจากของหน้าปัด(Beveled edge) เราจะมองเห็นเป็นสีกระจกออกเขียว หรือขาวขุ่น  ขณะที่ของแท้เราจะเห็นเป็นสีเรียบใส  นอกจากนี้เรามีวิธีทดสอบง่าย ๆ ว่ากระจกเป็นแซฟไฟร์ หรือไม่ ทำได้โดยการหยดน้ำลงบนกระจก ถ้าน้ำรวมตัวกันเป็นก้อนแสดงว่าเป็นแซฟไฟร์  แต่ถ้าน้ำไม่รวมตัวกันแสดงว่าเป็นกระจกธรรมดา

  • ตัวเลนส์ขยายดูวันที่   ของแท้จะมีกำลังขยายถึง 2.5 เท่า  ทำให้เราสามารถอ่านวันที่ได้ง่ายชัดเจนเต็มหน้าจอ  ซึ่งคุณจะสังเกตุเห็นความแตกต่างของขนาดตัวเลขวันที่ จากการมองผ่านเลนส์กับมองโดยไม่ผ่านเลนส์                  
    ของปลอมส่วนใหญ่จะสามารถขยายได้เพียง 1.5 เท่า  ทำให้ตัวเลขดูเล็กกว่า อีกทั้งการจัดวางตำแหน่งทั้งตัวเลนส์และตัวเลข ยังทำได้ไม่ค่อยดีด้วย


  • พรายน้ำ นับตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมา Rolex ได้เปลี่ยนการใช้พรายน้ำจาก Tritium มาเป็น Super Luminova ซึ่งมีความสว่างกว่าเดิมถึง 10 เท่า  Super Luminova จะมีคุณสมบัติที่ดีคือไม่มีอายุการใช้งาน (ซึ่งแต่เดิม tritium จะมีอายุใช้งานประมาณ 12 ปี) และจะทำงานโดยการชาร์ตกับแสงไฟ ไม่ว่าจะเป็นแสงจากหลอดไฟ หรือแสงอาทิตย์ ดังนั้น หากเป็นนาฬิกาที่ผลิตตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมา หากคุณพบว่าพรายน้ำไม่สว่าง ขอให้ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นของปลอมหรือไม่ก็เป็นของแท้ที่มีปัญหา

  • ยางมะยม Triple lock ที่ใช้กับรุ่น Submariner, Sea Dweller และ Daytona เมื่อเราคลายเกลียวดึงมะยมออกมา จะเห็นยางเส้นเล็ก ๆ อยู่ ซึ่งตรงนี้ ของปลอมส่วนใหญ่จะละเลยไป 

  •  การหมุนมะยม  เมื่อคลายเกลียวออกมาในตำแหน่งที่ 1 เพื่อการไขลาน หากมีความรู้สึกไม่แน่นหรือไม่ราบเรียบ หรือมีเสียงผิดปกติ ก็จะเป็นข้อสังเกตอีกอย่างว่านาฬิกาไม่ได้คุณภาพ

  • Hacking Feature คือเมื่อเราดึงมะยมออกมาในตำแหน่งที่ 2 สำหรับการตั้งเวลา เข็มวินาทีจะต้องหยุดเดิน ซึ่งระบบนี้เรียกว่า Hacking Feature ซึ่ง Rolex คิดค้นขึ้นมาใช้เมื่อตอนต้น ทศวรรษที่ 70 ดังนั้น หากเป็นนาฬิกาที่ผู้ขายอ้างว่าเป็นนาฬิกา Vintage ผลิตก่อนปี 1970 เมื่อดึงมะยมออกมาตั้งเวลา หากเข็มนาทีหยุด แสดงว่าเป็นของปลอม ในทางกลับกัน หากเป็นนาฬิกาหลังยุค 70 หากดึงมะยมออกมาตำแหน่งตั้งเวลาแล้วเข็มวินาทียังเดินอยู่แสดงว่าเป็นของปลอมเช่นเดียวกัน

  • วันที่ ตัวเลขแสดงวันที่ ทุกตัวตั้งแต่ 1 ถึง 31 จะต้องคมชัดและวางตำแหน่งอยู่ตรงจุดกึ่งกลางของหน้าต่างเลนส์ขยาย ซึ่งตรงนี้ดูเหมือนง่าย แต่แท้ที่จริงแล้ว ทำได้ยากซึ่งของปลอมมักจะไม่สามารถทำได้  คุณควรหมุนดูวันที่ให้ครบถ้วนมากที่สุด หากมีตัวเลขตัวหนึ่งหรือหลายตัวอยู่ชิดข้างใดข้างหนึ่งมากเกินไป นั่นแสดงว่าน่าจะเป็นของปลอม อีกประการหนึ่ง พื้นสีของปลอมมักจะออกสีขาวอมเหลือง (Off-White)

  • Quick set & Double quick set Feature ในยุคก่อนที่จะปรับตั้งวันหรือวันที่ด้วยมะยมได้ นาฬิกาจะเปลี่ยนวันที่โดยการหมุนของเข็มเวลาผ่านเวลาเที่ยงคืนเท่านั้น  ระบบ Quick set เกิดขึ้นเพื่อความสะดวกให้ผู้ใช้สามารถตั้งวัน และวันที่ ผ่านทางมะยม ซึ่งระบบ Quick set (ตั้งวันที่) ถูกนำมาใช้ตั้งแต่ปี 1970  ส่วน Double  quick set (ตั้งวัน และวันที่) เริ่มนำมาใช้เมื่อตั้งแต่ปลายปี 1990  สิ่งที่เราควรตรวจสอบก็คือ ทดลองหมุน ตั้งวันและวันที่ หากการเปลี่ยนมีการกระตุก หรือติดขัด หรือหมุนแล้วรู้สึกหลวม ๆ ไม่ค่อยเคลื่อนตัว แสดงว่าเป็นของปลอม หรือ เป็นของแท้ที่มีปัญหาสภาพไม่ดี

  • ฟังก์ชั่นพิเศษต่าง ๆ  นาฬิกาที่ทำเลียนแบบส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเคร่งครัดเรื่องฟังก์ชั่นพิเศษต่างๆ ให้เหมือนกับของจริง ตัวอย่างเช่น รุ่น Daytona จะมี 3 หน้าปัดย่อย กล่าวคือที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกาจะคำนวณจับเวลาเป็นนาที ตรงตำแหน่ง 9 นาฬิกาบอกชั่วโมง  แต่ที่บริเวณเลข 6 นาฬิกาจะไปหน้าปัดย่อยพร้อมด้วยเข็มวินาทีที่เดินตามปรกติซึ่งจะต้องหมุนเดินทันทีเมื่อมีการขึ้นลานแล้ว ส่วนเข็มวินาทีที่ใช้จับเวลาจะเป็นเข็มใหญ่ที่อยู่ด้านบนสุดเหนือเข็มนาที ซึ่งเราจะต้องเช็คฟังก์ชั่นต่าง ๆ เหล่านี้ เช่นเมื่อกดปุ่มจับเวลา เข็มนาทีใหญ่ด้านบนสุดจะต้องเริ่มทำงานและเข็มที่หน้าปัดย่อยก็จะต้องเดินตามฟังก์ชั่นด้วย

  • Marking บนหน้าปัด  ของปลอมจะมีคุณภาพการพิมพ์ด้อยกว่า ซึ่งสามารถเห็นได้โดยแว่นขยาย  ถ้าส่องดูจะพบรอยขีดข่วนบนหน้าปัด ฝุ่นละออง จุดหรือ คราบเล็กๆบนตัวหนังสือ ขนาดตัวหนังสือ รวมทั้ง Font ที่ใช้ จะแตกต่างจากของจริง

  • ขอบหน้าปัด (Bezel) รุ่นที่เป็นนาฬิกา Sport เช่น Submariner, Sea-Dweller และ GMT ตัวขอบหน้าปัดที่มีสเกลจะหมุนได้แน่นแต่ราบรื่น (มี 120 คลิก หรือ 2 คลิก ต่อ 1 วินาที) ของปลอมจะมีลักษณะหลวมหรือ แน่นเกินไปเสียงที่หมุนจะดังกว่า และมีเพียง 60 คลิกเท่านั้น

  •  One way Gas escape Valve รุ่น Sea-Dweller จะมีช่องวงกลมเล็กๆอยู่ตรงข้ามเม็ดมะยมซึ่งทำหน้าที่ปล่อยอากาศเพื่อลดแรงดันในเวลาที่อยู่ภายใต้สภาพแรงกดดันเมื่อดำน้ำลึก ซึ่งของปลอมส่วนใหญ่จะไม่มี Valve นี้อยู่ให้เห็น

  • Micro-Etching    Rolex ที่ผลิตตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นมา จะมี Logo รูปมงกุฎที่เล็กมากอยุ่บนตำแหน่ง 6 นาฬิกา และเช่นเคยของแท้จะมีลักษณะสวยงามคมชัด และสัดส่วนที่ถูกต้อง 

  • หมายเลขรุ่น (Case Reference Number)  ที่บริเวณด้านข้างตัวเรือนที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา จะมีตัวเลขแกะสลัก ซึ่งเมื่อถอดสายออกจากตัวเรือนก็จะสามารถมองเห็นได้ ซึ่งจะทำให้สามารถเทียบเคียงสิ่งที่บอกไว้ตามตัวเลขกับนาฬิกาจริงตรงกันหรือไม่ กล่าวคือ Rolex ในยุคก่อน 80 จะมีตัวเลข 4 หลัก แกะสลักไว้ จนกระทั่งประมาณปี 1985 จึงเริ่มมีตัวเลข 5 หลักอย่างเป็นระบบเพื่อบอกลักษณะนาฬิกาบางประการดังนี้
    ตัวเลข 3 หลักแรก  จะบอกถึง รุ่น หรือ collection
    นาฬิกาเรือนนั้น
    ตัวเลข หลักที่ 4  จะบอกถึง ประเภทของขอบหน้าปัด (
    Bezel)
    ตัวเลข หลักที่ 5  จะบอกถึง วัสดุที่ใช้
                   ตัวอย่างเช่น รุ่น  16233

    162 หมายถึง  รุ่น Datejust

    3 หมายถึง Fluted Bezel

     3 ตัวท้าย หมายถึง สแตนเลสกับทอง

  • จนถึงปี 2000 ได้เปลี่ยนเป็น 6 หลักอีก โดยเพิ่มเลข 1 เข้าไปด้านหน้า เช่น Daytona รุ่น 16523 ก็เป็น 116523

             Quick Reference สำหรับตรวจสอบ Rolex Oyster Case No.

                 Oyster 'Manual-Wind' :   
                       
106 107 114 157                
208 213 231 241 242 251 257 259 270 284 289  
300 309 313 327 335 347 349 364 376 388 397  
406 407 412 436 446 449 462 464        
500 502 505                  
602 604 614 624 641 642 644 648 678      
801 802                        
                       

 

Oyster 'Manual-Wind' (Mid-Size) :
123      
228 259    
311 312    
422 444    
502      
602 642 643        
802      
       
   

           Oyster 'Perpetual':              
                    

100 101 102 103 142            
306 327 335 345 368 369 371 379 387    
402 436 440 468 498            
501 502 505 506 555            
601 602 605 607 608 609 610 611 620 621 628
629 630 633 650 651 653 655 656 658 659 661
662 663 671 672              
760 761 762                
805 807 808                
                     

Oyster 'Perpetual' (Mid-Size):      
427 430 485    
517        
634 654 655 674 675
770 774 755    
 

      Oyster 'Perpetual' Airking:
   
100 140 141
550 552 570
     
     

  

 Date     
150 151 152 153 155
651 653 686 694  
        

 

   Date (Lady) :
651 654 690 691 692 693 696
790 791 792        
802 803          
 

            Date (Mid -Size):  
662 674 682 686


         Date 'Manual-Wind' :
454      
626 649 666 669
965      
 

   Date 'Manual-Wind' (mid-Size):
505  
606 646

    Datejust:
160 161 162 163    
446          
503          
603 607 610 615 630 660

 Datejust (Mid-Size):
662 680 681 682
781 782    
806      

 Datejust  (Lady):
625 651 690 691 692
790 791 792    
802 803      

Datejust Thunderbird Bezel:
162  
630 660

Day-Date President:
180 181 182 183
651 661    
1182 1183    

 
Gent's Masterpiece:

189

 Ladies' Masterpiece:

692 693
802 803

 


Chronograph:

107 122                
202 205

230

250 270 273 281 291 292  
303 305 308 318 323 333 334 346 348 352
363 364 366 369 373 382 383 399    
406 409 410 411 431 435 450 453 476  
503                  
603 606 623              
817 818 820 823            
916                  
                   

 

Cosmograph Daytono 'Manual-Wind':
623 624 626

 

                  Cosmograph Daytono 'Perpetual':
165 1165

Yacht-Master
166  
686 696
1662  

Yacht-Master (Mid-Size):
686  
1682 1686

Yacht-Master (Lady):
692 693 696
1692 1696  

 

Explorer:
101 142    
550 570    
615 629 635 661
804      

Exploere II:   165

Turn-O-Graph :   620

 

Submariner:

140  
550 551
620 653


Submariner (Date):    166 & 168

Sea Dweller: 166, 551

GMT Master: 167,654

GMT Master II :   167

Milgauss: 101, 654

Tru-Beat:   655

OysterQuartz Datejust:  170

OysterQuartz  Day-Date:  190


 


  
   Bezel type       
           0  =   Polished
           1  =   Finely Engine  Turned
           2  =   Engine  Turned
           3  =   Fluted
           4  =   Hand Crafted 
           5  =   Pyramid
           6  =   Rotating Bezel

    Material 
          0  =  Stainless Steel  
          1  =  Yellow Gold Filled
          2  =  White Gold Filled (or) SS & Platinum
          3   = Stainless Steel & Yellow Gold
          4   =  Stainless Steel & White Gold
          5  =  Gold Shell (or) 18k Pink Gold (or) Rose Gold
          6  =  Platinum
          7  =  14k Yellow Gold
          8  =  18 k Yellow Gold
          9  =  18k White Gold

     Bracelet , Dial & Bezel Metal Code Chart :
         00  =   Stainless Steel
         0A =   Stainless Steel
         01  =   Placor
         10  =   Yellow Gold Filled
         11  =   Placor
         13  =  Gold Filled Case & 14KT Yellow Gold Bezel
         31  =  Stainless Steel & 14KT Yellow Gold
         33  =  Stainless Steel & 18KT Yellow Gold
         41  =  Stainless Steel & 14KT White Gold
         44  =  Stainless Steel & 18KT White Gold
         66  =  Platinum
         70  =  14KT Yellow Gold
         77  =  14KT Yellow Gold
         79  =  14KT  White Gold
         80  =  18KT  Yellow Gold
         82  =  22KT Yellow Gold
         88  =  18KT Yellow Gold
         89  =  Bicolor Combination 18KT Yellow & White Gold
         90  =  18KT White Gold
         98  =  Tridor Combination 18KT Yellow, White & Pink Gold
         99  =  18KT White Gold
 

 
Serial Numbers ตรงตำแหน่ง 6 นาฬิกาจะบอกปีที่ผลิต สำหรับ Rolex Oyster

Serial #            Date                                         Serial  #         Date

21691 1927   937170 I 1954
23969 1928   941699 I 1953
24747 1928   952892 I 1954
28290 1930   955466 IV 1953
29312 1932   964789 IV 1953
29933 1933   973697 IV 1953
30823 1934   973930 III 1953
35365 1935   116578 IV 1953
37596 1936   132562 III 1953
40920 1937   139400 I 1956
43739 1938   139477 I 1956
71224 1939   282632 III 1955
99775 1940   321884 IV 1957
106047 1941   345500 II 1957
143509 1942   360171 I 1958
230878 1943   383893 I 1958
269561 1944   362214 I 1958
302459 1945   385893 II 1958
387216 1946   391528 III 1958
529163 1947   426074 IV 1958
628840 1948   412128 IV 1958
710776 1951   693808 II 1960
840396 1952   763663 II 1962
929426 IV    1953   764754 I 1962
930879         I 19653   869868 IV 1962
931080 II 1953   985015 I 1964

        Serial Numbers by Date of Manufacturer สำหรับ Rolex Oyster

 

Serial #                  Date                                        

1041729       II 1964
1182076       III 1964
1259699          II 1965
1345681       IV 1965
1871000       1966
1994956       III 1966
2163900       1967
2426800              1968
2555384      II 1970
2689700        1969
2952600        1970
3215500        1971
3478400        1972
3741300        1973
4004200        1974
4267100        1975
4538000        1976
5008000        1977
5482000        1978
5958000        1979
6434000        1980
6910000         1981
7386000         1982
7862000         1983
8338000         1984
8614000                 1985
9290000 1986
9766000 1987
9999999 1987 1/2
R000001 1987 1/2
R999999 1988
L000001 1989
L999999 19901/2
E000001 19901/2
E999999 19911/2
X000001 19911/2
N000001 Nov-91
C000001 1992
S000001 1993
W000001 1994/5
T000001 1996
U000001 Aug-97
A000001 Nov/Dec1998
P000001 Jan 2000
K000001 Mid 2001
Y000001 *2002
F000001 Mid 2003
D000001 Early 2005
Z000001 Early 2006
M00001 Late 2007

 ประวัติ Rolex

 

Rolex ก่อตั้งขึ้นในปี คศ.1908 โดย ฮันส์ วิลส์ดอร์ฟ (Hans Wilsdorf) ชาวเยอรมัน ซึ่งในตอนแรกใช้ชื่อบริษัทว่า วิลส์ดอร์ฟแอนด์เดวิส โดยที่เข้าหุ้นกับน้องเขยซึ่งในขณะนั้น การผลิตนาฬิกาแบบพก (Pocket Watch) ส่วนใหญ่ผลิตที่สวิสเซอร์แลนด์ยังประสบปัญหา ในการทำให้มีขนาดเล็กแต่เที่ยงตรงและแม่นยำเชื่อถือได้เพื่อนำมาใส่ในตัวเรือนนาฬิกาข้อมือ วิลส์ดอร์ฟ เป็นผู้แสวงหาความสมบูรณ์แบบในการพัฒนาเครื่องให้มีขนาดเล็กแต่เที่ยงตรงเพื่อนำมาใช้กับนาฬิกาข้อมือ ที่สามารถสื่อถึงสไตล์ แฟชั่น และรสนิยม ซึ่งในระยะแรกได้ให้ Aegler บริษัทเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในสวิสเป็นผู้ผลิตเครื่องให้ ในปี 1910 Rolex ได้ส่งนาฬิกาไปที่ School of Horology และได้รับรางวัลในฐานะนาฬิกาข้อมือเรือนแรกของโลกที่ได้ Chronometer Rating ความเที่ยงตรงและเชื่อถือได้นี้เกิดจากการปฏิวัติรูปแบบใหม่ทำให้สามารถกันน้ำและฝุ่นเข้าตัวเรือนได้โดยการคิดระบบมะยมแบบเกลียว(Screw Crown) ขึ้น ซึ่งนาฬิกากันน้ำเรือนแรกนี้ถูกนำมาโฆษณาอย่างชาญฉลาดโดยทำเป็นอะควาเรียม คือโชว์หน้าร้านโดยมีนาฬิกาอยู่ในโลกใต้ทะเลอันเป็นการแสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติการกันน้ำได้อย่างชัดเจน ซึ่งก่อนหน้านี้คนส่วนใหญ่ยังแคลงใจว่านาฬิกาจะกันน้ำได้จริงหรือไม่ นี่เองจึงเป็นจุดเริ่มต้นของชื่อเสียงที่ทำให้โรเล็กซ์ดังไปทั่วโลก

 

ปี 1928 Rolex Prince ได้ชื่อว่าเป็นนาฬิกาที่ขายดีที่สุดจากดีไซน์สี่เหลี่ยม 2 หน้าปัด

ปี 1931 Rolex ได้ประดิษฐ์ Rotor รูปครึ่งวงกลมซึ่งหมุนได้อย่างอิสระที่ทำให้เกิดระบบ Perpetualอัตโนมัติขึ้น


กล่าวกันว่าสิ่งที่ทำให้ Rolex โดดเด่นเหนือนาฬิการะดับสูงอื่น ๆ คือ รูปทรงกลมขนาดใหญ่ของหน้าปัดและสายที่มีความกว้าง แต่สง่างามมองเห็นได้แต่ไกลซึ่งพิสูจน์ความเป็นอมตะไว้อย่างยาวนาน แม้ Rolex จะมีพัฒนาการด้านดีไซน์ตลอดระยะเวลา ที่ผ่านมา แต่นั่นเป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย Rolex รุ่น Datejust จากปี 1945 ถึงรุ่นปัจจุบัน คุณจะพบว่า แม้ตัวเครื่องและชิ้นส่วนภายในแทบจะไม่มีชิ้นไหนเหมือนและใช้แทนกันได้เลย แต่รูปลักษณ์ภายนอกกลับเปลี่ยนแปลงไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คุณค่าเหนือกาลเวลาของโรเล็กซ์กลายเป็น "การลงทุนที่ชาญฉลาด" สำหรับนักสะสมนาฬิกาหลายคน การประมูลนาฬิกา โรเล็กซ์รุ่นเก่า ๆ สามารถสร้างความฮือฮาให้เกิดขึ้นได้เสมอ

แม้จะได้ชื่อว่าเป็นนาฬิกาสวิสที่มีชื่อเสียงที่สุดแต่ โรเล็กซ์ก็เป็น "คนนอก" ของเจนีวาเสมอ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะโรเล็กซ์ก่อตั้งขึ้นที่ลอนดอนในปี 1905 โดยวิลส์ดอร์ฟ ซึ่งเป็นชาวเยอรมันซึ่งต่อมาได้สัญชาติอังกฤษจากการสมรส ในสมัยนั้นกระแสชาตินิยมเป็นตัวกำหนดหลักคิดหลาย ๆ อย่าง แต่สำหรับวิลส์ดอร์ฟผู้มองการณ์ไกล ก่อนใครจะรู้จักคำว่า "Multinational" วิลส์ดอร์ฟได้จดทะเบียนการค้าเครื่องหมาย Rolex ในปี 1908 ซึ่งเขาคิดว่ามันเป็นคำที่ออกเสียงง่ายในหลายภาษาทั่วโลกและสั้นกระชับที่จะประทับลงบนหน้าปัดนาฬิกา กล่าวกันว่า เขาคิดขึ้นได้ในขณะโดยสารรถบัสในลอนดอนโดยได้แรงบันดาลใจจากเสียงการทำนาฬิกา โรงงานของโรเล็กซ์ตั้งอยู่ในลอนดอนจนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อภาษีนำเข้าพุ่งสูงขึ้นถึง 33 เปอร์เซ็นต์ทำให้การนำเข้าอะไหล่จากสวิสมีต้นทุนสูงเกินไป โรเล็กซ์จึงต้องไปตั้งในเมกกะของโลกนาฬิกา -เจนีวา สวิสเซอร์แลนด์

วิลส์ดอร์ฟ ไม่ใช่ผู้ผลิตนาฬิกาข้อมือเรือนแรก แต่เขาต้องการเป็นผู้ประดิษฐ์นาฬิกาที่ เที่ยงตรง(Accurate) และเชื่อถือได้ (Reliable) ให้ได้เป็นเรือนแรกของโลก ซึ่งในปี 1926 โรเล็กซ์ได้สร้างความตื่นตะลึงให้แก่วงการด้วยรุ่น Oyster ระบบมะเย็มเกลียว และซีลยางเป็นการล็อค 2 ชั้นไม่ให้ฝุ่นและความชื้นเข้า โดยเขาตั้งชื่อมันจากการรำลึกถึงความยากลำบากในการเปิดหอย Oyster ในงานเลี้ยงคืนหนึ่ง การสร้างกระแสนิยมให้กับนาฬิกาของเขา วิลส์ดอร์ฟเลือกวิธีได้อย่างชาญฉลาด เขาได้ให้นักว่ายน้ำที่เตรียมการณ์ว่ายน้ำ ข้ามช่องแคบอังกฤษซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของสาธารณชนในสมัยนั้น โดยสาวอังกฤษนาม Mercedes Gleitze สวมใส่โรเล็กซ์ พร้อมด้วยช่างภาพตามเก็บภาพอย่างใกล้ชิด ในที่สุด Gleitze ก็สามารถพิชิตช่องแคบอังกฤษลงได้พร้อม ๆ กับนาฬิกาโรเล็กซ์ บนข้อมือซึ่งยังคงทำงานของมันอย่างเที่ยงตรงไร้ที่ติ วิลส์ดอร์ฟประโคมข่าวหน้าหนึ่งในนสพ.ลอนดอน เดลิเมล์ อย่างครึกโครมว่า "นาฬิกามหัศจรรย์ ! กันน้ำ กันร้อน กันสะเทือน กันหนาว และกันฝุ่น" ไม่ต้องสงสัยเลยว่าวิลส์ดอร์ฟได้สร้างหัวข้อสนทนาขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นการรณรงค์โฆษณาที่ประสบความสำเร็จที่สุดมาจนทุกวันนี้

จุดอ่อนบางประการของ Oyster ถ้าจะมีก็คือปุ่มหมุนไขลานตั้งเวลา ดังที่ทราบกันว่านาฬิการะบบกลไกจะต้องมีการหมุนปุ่มตั้งสม่ำเสมอ และ Oyster จะกันน้ำกันฝุ่นได้ก็ต่อเมื่อมะยมเกลียวถูกขันให้อยู่ในตำแหน่งปิด การหมุนปุ่มบ่อย ๆ ทำให้โอกาสที่น้ำและฝุ่นจะเข้ามีเพิ่มมากตามลำดับ ดังนั้นเพื่อลบจุดอ่อนนี้ โรเล็กซ์ได้สร้างรุ่น Perpetual ออกสู่ตลาด กุญแจคือ Rotor เป็นตัวสร้างพลังสำรอง จากการเคลื่อนไหวของผู้สวมใส่เอง ใช่แล้ว นาฬิการะบบออโตเมติกที่ประสบความสำเร็จสูงสุดเรือนแรกของโลกได้เกิดขึ้นแล้วในปี 1931 ซึ่งทำให้โรเล็กซ์สร้างอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ขึ้น ว่ากันว่า Rolex Oyster Perpetual ได้ทำให้ Rolex เป็น Rolex นั่นเอง

อีกกว่า 70 ปีที่ผ่านมา Oyster ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นของคุณภาพภายใต้สภาพการณ์ทดสอบแบบสุดขั้วต่าง ๆ เช่น การดำไปใต้ทะเลลึกกับ Jacques Piccard การขึ้นยอดเขาเอเวอร์เรสกับ เซอร์เอ็ดมุนด์ ฮิลลารี่ การทดสอบในอุณหภูมิขั้วโลก ในทะเลทรายซาฮาร่า รวมทั้งสภาวะไร้น้ำหนักในอวกาศ ทั้งเรื่องเล่าเกี่ยวกับอุบัติเหตุเครื่องบินตก เรือล่ม ตกจากที่สูง โรเล็กซ์ที่ถูกเผลอนำเข้าเตาอบ 500 องศา เข้าเครื่องซักผ้า เหล่านี้ ไม่เคยทำให้โรเล็กซ์ที่ซ่อมแซมแล้วกลับมาเดินเที่ยงตรงอีกไม่ได้


ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ชื่อเสียงของโรเล็กซ์เป็นสัญญลักษณ์ที่มีคุณค่า นักบินใน Royal Air Force ของอังกฤษปฏิเสธที่สวมใส่ นาฬิกาที่รัฐบาลจัดหาให้ แต่ยอมสละเงินเดือนเกือบทั้งหมดเพื่อที่ขอสวมใส่โรเล็กซ์ ผลตอบแทนเกิดขึ้นเมื่อหลังสงคราม นักบินอังกฤษที่ถูกจับกุมและยึดนาฬิกาไป ได้รับนาฬิกาเรือนใหม่ชดเชยเมื่อแจ้งไปยังกรุง เจนีวา แต่ในขณะเดียวกันทหารอเมริกันที่ยึดนาฬิกาไป กลับบ้านพร้อมกับเครื่องประดับบนข้อมือชิ้นใหม่ และนั่นเป็นจุดเริ่มของเรื่องอันยิ่งใหญ่ของโรเล็กซ์ในอเมริกา

ถึงแม้วิลส์ดอร์ฟจะอยู่ในเจนีวากว่า 40 ปี วิลส์ดอร์ฟก็ไม่ได้สัญชาติสวิส เขาเสียชีวิตในปี 1960 ที่ Briton ชื่อของเขาถูกจารึกในฐานะเป็นเพื่อนที่มีอารมณ์ขัน รักครอบครัวพอ ๆ กับนาฬิกาเป็นชีวิตจิตใจ และอีก 2 ปีต่อมา อังเดร ไฮนิเกอร์ทีร่วมงานมากับวิลส์ดอร์ฟ 12 ปีก็ก้าวสู่ตำแหน่งเอ็มดีแทน ไฮนิเกอร์ที่ร่วมวิสัยทัศน์กับวิลส์ดอร์ฟ เต็มไปด้วยพลัง และทัศนคติเชิงบวก ได้พาโรเล็กซ์ผ่านมรสุมแห่งวงการนาฬิกาสวิสในเวลาต่อมา

ช่วงทศวรรษ 1960 ถึง 1970 ตอนต้น กระแสความนิยมนาฬิกาควอตซ์ได้ระบาดเข้ามาแทนที่นาฬิการะบบกลไก เนื่องจากมีต้นทุนทีต่ำกว่ามากและยังมีเทคโนโลยีระบบดิจิตอลที่ทำให้เที่ยงตรงได้มากกว่า "ไซโก" ได้ทำให้อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสเข้าสู่วิกฤต อย่างแท้จริง กว่าครึ่งหนึ่งต้องปิดกิจการลง และ 1 ใน 3 ของผู้ที่เหลืออยู่ต้องหันมารวมตัวกันเพื่อความอยู่รอดเช่น Omega, Longines,Blanpain, Tissot, Rado และ Hamilton ต้องรวมตัวกันเป็นคอนซอเตียม และส่วนใหญ่จะต้องหันมาผลิตนาฬิการะบบควอตซ์กันหมด แต่โรเล็กซ์สร้าง Private Trust ซึ่งบริหารงานโดยคณะกรรมการของตนเองเพื่อไม่ให้เกิดการแทรกแซงจากภายนอก รวมทั้งยืนหยัดในการผลิตนาฬิการะบบกลไกอย่างมั่นคง

อะไรทำให้โรเล็กซ์ยืนหยัดอยู่ได้ ? คำตอบคือ โรเล็กซ์มีผู้บริหารสูงสุดเพียง 2 คนนั่น วิลส์ดอร์ฟ และ ไฮนิเกอร์ ผู้ซึ่งมีวิสัยทัศน์ยาวไกลและพลังสร้างสรรอย่างล้นเหลือ พวกเขาไม่เคยกังวลเรื่อง "ผลประกอบการไตรมาสนี้" แต่คำถามของพวกเขาจะเป็น "ในอีก 5 ปีหรือ10 ปีข้างหน้าเราจะทำอะไร" โรเล็กซ์จึงมีทิศทางและวิถีที่ชัดเจนของตนเองอย่างมั่นคงโดยไม่ถูกกระแสสังคมภายนอกทำให้เปลี่ยน และโรเล็กซ์ไม่ฉวยประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงโดยการเปลี่ยนแปลงตนเอง ในช่วงปี 1970 นั้น โรเล็กซ์ผลิตนาฬิการะบบคว็อตซ์เพียงไม่เกิน 7 เปอร์เซ็นต์ และลดลงเหลือเพียงไม่เกิน 2 เปอร์เซ็นต์ในปัจจุบัน

ปี 1992 ปาทริค ไฮนีเกอร์ บุตรชายของอังเดร ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งแทนบิดาของเขา แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือทัศนคติเชิงบวกและพลังสร้างสรรอย่างเหลือล้น ซึ่งทำให้โรเล็กซ์คงความโดดเด่นเหนือคู่แข่ง

Montres Rolex SA. หรือบริษัทโรเล็กซ์ ยังคงเป็นดินแดนลึกลับและเป็น คนนอกของเจนีวา สวิสเซอร์แลนด์ ผู้บริหารระดับสูงของโรเล็กซ์แทบจะไม่เคยให้สัมภาษณ์ใด ๆ กับสื่อมวลชน ปรัชญาของพวกเขาคือ "ให้นาฬิกาพูดด้วยตัวของมันเอง" แม้ผู้สวมใส่จะไม่เคยเห็นกลไกภายใน แต่สำหรับโรเล็กซ์ที่เจนีวา ช่างฝีมือในชุดขาวแบบห้องแล็บออกแบบตามหลักพลศาสตร์กันอย่างขมักเขม้น ทุกชิ้นส่วนต้องได้มาตรฐานในทุกมิติ มุมตัดจะต้องถูกขัดให้มนจนเป็นประกายเงางาม สิ่งเหล่านี้แทบจะไม่มีคุณค่าเลยเพราะลูกค้าไม่สามารถมองเห็นแต่ สำหรับโรเล็กซ์นี่คือมาตรฐานและคุณภาพ

โรเล็กซ์ผลิตเครื่องภายใน (Movement) ด้วยตัวเองซึ่งไม่เหมือนกับแบรนด์ดังอื่น ๆ ที่อาจใช้ของกันและกันได้ ที่โรเล็กซ์ช่างฝีมือกว่า200 คนรวมทั้งช่างเทคนิคจะต้องช่วยกันผลิตนาฬิกาแต่ละเรือนตามมาตรฐานเพื่อให้ได้ตราประทับของโรเล็กซ์ " มัน(จำเป็นต้องมีคุณภาพ) มากกว่าที่คนทั่วไปต้องการมาก มันจึงเป็น Mercedes Benz ของนาฬิกาข้อมือ มันมากกว่าความเป็นวิศวกรรม และมันไม่ใช่เพื่อเงินแต่มันเป็นวิถีของโรเล็กซ์"

ก่อนส่งออกจากเจนีวา โรเล็กซ์ทุกเรือนจะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณภาพหลายครั้ง เช่น หน้าปัด ขอบหน้าปัด ปุ่มกดต่าง ๆ จะถูกตรวจซ้ำ ๆ เพื่อหารอยขีดข่วน การตรวจระยะห่างและแนวขนานต่าง ๆ ของกลไกและเข็มที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า การตรวจสอบระบบกันน้ำให้ได้อย่างน้อย 330 ฟุต หรือแม้แต่การปรับช่วงความคลาดเคลื่อนของเวลาที่จะมีขึ้น 2 วินาทีในทุก ๆ 100 ปี เหล่านี้คือมาตรฐานก่อนประทับตรา Rolex ซึ่งทำให้ในแต่ละปี จะผลิตเพียงประมาณ 650,000 เรือนเท่านั้น จำนวนนี้อาจดูเหมือนมาก แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่านี่ยังน้อยกว่าความต้องการของตลาดมากนัก แต่นั่นแหละคือสิ่งที่อังเดร ไฮนีเกอร์กล่าวไว้ "เราไม่ได้ต้องการที่จะใหญ่ที่สุด แต่หากเป็นหนึ่งในผู้ที่ "ดีที่สุด" ในอุตสาหกรรม"

ประวัติ EBEL

 



ใครจะะรู้ว่านาฬิกา EBEL ที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมไปทั่วโลกเริ่มต้นจากความ "ไม่มีอะไรเลย" ในปี 1911 โดย Alice และ Eugene Blum ทีมงานสามีภรรยาในเมือง La-Chaux-de-Fonds เมืองเล็ก ๆ ในเทือกเขา Jura ซึ่งในระหว่างนั้นถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางการทำนาฬิกาของโลก หลังจากนั้นเพียง 3 ปี EBEL ก็ได้รับรางวัลเหรียญทอง ในงาน Swiss National Exhibition จากผลงานการทำนาฬิกา ข้อมือ นาฬิกาห้อยคอ และนาฬิกาแหวน เพียงไม่กี่ปี หลังจากการก่อตั้ง EBEL ก็สามารถสร้างกระแสนิยมได้อย่างรวดเร็วจากการคิดค้นใหม่ ๆ เช่น









 


ปี 1920 EBEL หันมาพัฒนานาฬิกาแบบพกรุ่น Art Deco พร้อมระบบไขลานอัตโนมัติ ที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงอย่างมาก
ปี 1925 สองสามีภรรยานำนาฬิกาข้อมือที่ทำด้วยแพลตินั่มตกแต่งด้วยอัญมณีเลอค่าออกแสดงในงานศิลปะที่กรุงปารีส


ปี 1932 Charles Blum ลูกชายของทั้งสองได้เข้ามาสืบทอดงานบริหารบริษัทฯ และได้ขยายตลาดออกสู่ต่างประเทศ พร้อมกับเปิดตัวนาฬิกาซึ่งมีขนาดเล็กมากออกสู่ตลาด จนได้รับประกาศนียบัตร "Diploma of Honour" ในงานBarcelona World Fair รวมทั้งรางวัลชนะเลิศทางด้านอัญมณีที่งาน Swiss National Exhibition ที่กรุงโลซาน
ปี 1972 Pierre Alain Blum ทายาทรุ่นที่ 3 ได้ตัดสินใจประกาศปรับปรุงวิสัยทัศน์ของบริษัทใหม่พร้อมกับมีการออกแบบโลโกและคำขวัญของ EBEL ว่า "Architects of Time" ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางที่มุ่งเน้นเรื่องการออกแบบให้สวยงามและเพียบพร้อมไปด้วยเทคนิคอันเลอเลิศ
หลายปีจากนั้นอีเบลก็ได้สร้างนาฬิกาเด่น ๆ ออกมาอีกหลายรุ่นเช่น นาฬิกาสปอร์ตรุ่น Quantieme Perpetuel ที่เริ่มผลิตในปี 1985 ซึ่งเป็นที่ต้องการของนักสะสมอย่างมาก ทุกเรือนจะให้วัสดุที่มีคุณค่าสูงในการผลิตเช่น ทองคำ ทองสีชมพู (Pink Gold) ทองคำขาว (White Gold) รวมทั้ง แพลตินั่ม ซึ่งจะผลิตตามใบสั่งซื้อเท่านั้น นาฬิการุ่นนี้จะมีเข็มพิเศษ 3 อันใช้วัดชั่วโมง นาที และวินาที พร้อมหน้าต่างเล็ก ๆ บอกข้างขึ้นข้างแรมด้วย

 

 




รุ่น Discovery และรุ่น Voyager ซึ่งผลิตในปี 1978 โดยรุ่น Discovery เป็นนาฬิกาเพื่อการดำน้ำลึกถึง 200 เมตร ขอบตัวเรือนที่หมุนได้ทุกทิศทางมีระบบป้องกันการเคลื่อนที่โดยไม่ตั้งใจ กระจกหน้าปัดกันแสงสะท้อนและป้องกันรอยขีดข่วน และใช้พรายน้ำแบบ Tritium เพื่อให้มองเห็นในที่มืด
 

 

 

 



 

 

 

ส่วนรุ่น Voyager เป็นนาฬิกาแบบ World Time รุ่นแรกของโลกที่มีระบบไขลานแบบอัตโนมัติ สามารถบอกโซนเวลาได้ถึง 23 แห่งทั่วโลก นอกเหนือจากเวลาท้องถิ่น และในปี 1990 ได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมเป็นรุ่น Voyager Atlas ด้วยหน้าปัดแบบลงยา เป็นรูปทวีปที่ดูเหมือนโผล่ขึ้นมาจากท้องทะเลสีทองและสีเงินออกสู่ตลาด



ในปัจจุบัน EBEL มีชื่อเสียงอยู่ในระดับแถวหน้าในเรื่องการออกแบบที่สวยงามและการเลือกใช้วัสดุสูงค่าผสมผสานกันอย่างลงตัว







http://www.0817799000.com พ.ศ. 2544 - 2558